-
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
-
ไม้ต้นสูง 15-30 เมตร ใบประกอบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยมี3-13 คู่เรียงสลับ แนใบรูปไข่ หรือขอบขนาน โคนใบรูปลิ่มถึงกลม ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ออกตามชอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงรูประฆังปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกรูปถั่ว เกสรเพศผู้ 10 อัน ผลเป็นฝักแบนคล้ายโล่ มีปีกเป็ฯแผ่นกลม เมล็ด 1-2 เมล็ด รูปทรงรี
-
ไม้ต้น ลำต้น: สูง 15-30 ม. ใบ: เป็นใบประกอบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยมี3-13 คู่เรียงสลับ แนใบรูปไข่ หรือขอบขนาน โคนใบรูปลิ่มถึงกลม ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม ดอก: ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ออกตามชอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงรูประฆังปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกรูปถั่ว เกสรเพศผู้ 10 อัน ผล: เป็นฝักแบนคล้ายโล่ มีปีกเป็ฯแผ่นกลม เมล็ด 1-2 เมล็ด รูปทรงรี
-
ไม้ต้น สูงได้ถึง 35 ม. มีขนสั้นนุ่มตามกิ่งและใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก กลีบเลี้ยง และรังไข่ หูใบขนาดเล็ก ร่วงเร็ว ใบประกอบเรียงเวียน ยาว 8–25 ซม. ใบย่อยมี 5–13 ใบ เรียงสลับระนาบเดียว รูปขอบขนานหรือแกมรูปไข่ ยาว 2.5–11 ซม. ปลายแหลมยาว ก้านใบย่อยยาว 3–8 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะมักแยกแขนง ส่วนมากออกตามซอกใบ ยาวได้ถึง 15 ซม. ใบประดับย่อยรูปลิ่มแคบ ติดที่โคนกลีบเลี้ยง ก้านดอกยาว 0.8–1.5 ซม. มีข้อ หลอดกลีบเลี้ยงยาว 4–6 มม. ปลายจักตื้น ๆ 5 แฉก คล้ายรูปปากเปิด คู่บนเชื่อมติดกัน ดอกรูปดอกถั่ว สีเหลือง ยาว 0.7–1.5 ซม. รวมก้านกลีบ กลีบกลางรูปไข่กว้าง ปลายเว้าตื้น กลีบปีกและกลีบคู่ข้างรูปขอบขนาน เกสรเพศผู้ 10 อัน เชื่อมติดกันกลุ่มเดียวหรือสองกลุ่ม อับเรณูติดไหวได้ รังไข่มี 2–6 ช่อง มีก้าน ก้านเกสรเพศเมียยาว 6–9 มม. ยอดเกสรเป็นตุ่ม ผลแห้งไม่แตกมีปีกรอบ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5–9 ซม. ก้านผลยาว 1–1.5 ซม. มีเมล็ดเดียว รูปคล้ายไต ยาว 6–9 มม. ขั้วเมล็ดขนาดเล็ก
-
การกระจายพันธุ์ :
-
พบในประเทศพม่า กัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในปร้เทศไทยพบได้ทุกภาคยกเว้นภาคใต้บริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง
-
รายละเอียดอื่นๆ ของแหล่งที่พบ :
-
พื้นที่ชุ่มน้ำหนองบงคาย
-
อุตรดิตถ์, แพร่
-
น่าน
-
พะเยา, น่าน
-
ป่าดอยอินทนนท์, และกิ่งอำเภอดอยหล่อ
-
ภูผาเทิบ
-
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย
-
เขาชีโอน
-
เขาพนมทอง
-
เขาหน้าผาตั้งและเขาตาพรม
-
ดอนศิลา
-
ดอยพระบาท
-
ทับพญาลอ
-
ป่าเขาภูหลวง
-
ภูสันเขียว
-
ลุ่มน้ำปายฝั่งซ้าย
-
ชนแดน
-
อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์กาญจนบุรี
-
แก่งตะนะ
-
ขุนแจ
-
เขาค้อ
-
เขาพระวิหาร
-
หมู่เกาะเสม็ด
-
เขาใหญ่
-
เขื่อนศรีนครินทร์
-
คลองลาน
-
คลองวังเจ้า
-
แจ้ซ้อน
-
เฉลิมพระเกียรติไทยประจัน
-
ดอยขุนตาล
-
ดอยจง
-
ดอยภูนาง
-
ดอยหลวง
-
ตากสินมหาราช
-
ตาดโตน
-
ถ้ำผาไท
-
ทะเลบัน
-
ทับลาน
-
ทุ่งแสลงหลวง
-
ไทรทอง
-
น้ำโสม
-
น้ำตกพาเจริญ
-
น้ำตกสามหลั่น
-
น้ำพอง
-
ป่าหินงาม
-
ผาแต้ม
-
พุเตย
-
ภูกระดึง
-
นายอย
-
ภูซาง
-
ภูพาน
-
ภูแลนคา
-
ภูเวียง
-
ภูสระดอกบัว
-
ภูสวนทราย
-
แม่ตะไคร้
-
แม่ปืม
-
แม่ยม
-
แม่วะ
-
แม่วาง
-
รามคำแหง
-
ลานสาง
-
ลำคลองงู
-
ศรีน่าน
-
ศรีลานนา
-
ศรีสัชนาลัย
-
สาละวิน
-
เอราวัณ
-
กะทูน
-
เขาชมภู่
-
เขาสนามเพรียง
-
เขาอ่างฤาไน
-
ซับลังกา
-
ดงใหญ่
-
ดอยผาช้าง
-
ดอยผาเมือง
-
ดอยเวียงหล้า
-
ห้วยใหญ่
-
ถ้ำเจ้าราม
-
ทุ่งใหญ่นเรศวร
-
น้ำปาด
-
ยอดมน
-
ผาผึ้ง
-
พนมดงรัก
-
ภูขัด
-
ภูเขียว
-
ภูกระแต
-
ภูผาแดง
-
ภูทอง
-
ภูวัว
-
ภูสีฐาน
-
ภูหลวง
-
แม่จริม
-
แม่ตื่น
-
แม่น้ำภาชี
-
แม่ยวมฝั่งขวา
-
แม่แสะ
-
ยอดโดม
-
ลำน้ำน่านฝั่งขวา
-
ลุ่มน้ำปาย
-
เวียงลอ
-
สลักพระ
-
สันปันแดน
-
ห้วยขาแข้ง
-
ห้วยสำราญ
-
ห้วยศาลา
-
อมก๋อย
-
อุ้มผาง
-
หนองคาย
-
ตาพระยา
-
สุรินทร์
-
ไร่
-
จังหวัดลำปาง
-
จังหวัดสมุทรปราการ
-
จังหวัดนนทบุรี
-
จังหวัดขอนแก่น
-
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-
แหล่งที่พบภายในประเทศ :
-
อุตรดิตถ์,แพร่
-
แพร่,น่าน
-
พะเยา,น่าน
-
เชียงใหม่
-
มุกดาหาร
-
พื้นที่ชุ่มน้ำบึงราชนก/พิษณุโลก
-
สระบุรี
-
ชลบุรี
-
พิษณุโลก
-
อุตรดิตถ์
-
เชียงราย
-
ลำปาง
-
พะเยา, เชียงราย
-
นครราชสีมา
-
แม่ฮ่องสอน
-
เพชรบูรณ์
-
กาญจนบุรี
-
อุบลราชธานี
-
อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ
-
ระยอง
-
สระบุรี, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี, นครนายก
-
กำแพงเพชร
-
กำแพงเพชร, ตาก
-
ราชบุรี
-
ลำพูน, ลำปาง
-
ลำปาง, ลำพูน
-
พะเยา
-
เชียงราย, ลำปาง, พะเยา
-
ตาก
-
ชัยภูมิ
-
สตูล
-
นครราชสีมา, ปราจีนบุรี
-
เพชรบูรณ์, พิษณุโลก
-
อุดรธานี, เลย, หนองคาย
-
ขอนแก่น, ชัยภูมิ
-
สุพรรณบุรี
-
เลย
-
สกลนคร, กาฬสินธุ์
-
ขอนแก่น
-
มุกดาหาร, ยโสธร, อำนาจเจริญ
-
ลำพูน, เชียงใหม่
-
เชียงราย, พะเยา
-
ลำปาง, แพร่
-
ลำปาง, ตาก
-
สุโขทัย
-
น่าน
-
นครศรีธรรมราช
-
ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, สระแก้ว
-
ลพบุรี
-
บุรีรัมย์
-
พะเยา, น่าน
-
แพร่
-
ชัยภูมิ, เพชรบูรณ์
-
สุโขทัย, ลำปาง
-
กาญจนบุรี, ตาก
-
ศรีสะเกษ
-
บึงกาฬ
-
กาฬสินธุ์
-
เลย, เพชรบูรณ์
-
แพร่, อุตรดิตถ์
-
อุทัยธานี, กาญจนบุรี, ตาก
-
สุรินทร์
-
หนองคาย
-
บุรีรัมย์, สระแก้ว
-
ศรีสะเกษ, อุดรธานี
-
สมุทรปราการ
-
นนทบุรี
-
สุราษฎร์ธานี
-
ลักษณะทางสัณฐานวิทยา :
-
ไม้ต้น
-
าเป็นไม้ขนาดใหญ่ยาว สูงถึง 20 – 30 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1.5 – 2.5 เมตร เรือนยอดสูงประมาณ 6 – 12 เมตร เป็นรูปเจดีย์ต่ำ ๆ กิ่งสั้นไม่แผ่กว้าง ปลายกิ่งส่วนมากจะชี้ขึ้น เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา หนา แตกเป็นร่อง อายุมาก ๆ เปลือกในมีสีน้ำตาล มียางสีแดง เนื้อไม้แข็งสีขาวอมเหลือง แก่นสีน้ำตาลแกมแดง
ใบ เป็นใบประกอบ ก้านช่อยาว 10 – 25 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 8 – 10 ใบ ใบปลายกิ่งจะมีใบย่อยหนึ่งใบ ใบมีลักษณะคล้ายแผ่นหนังบาง ๆ ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม ท้องใบมีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ประดู่ป่าจะผลัดใบในฤดูร้อนประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม และเริ่มผลิใบใหม่ในระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม
ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด ดอกมีสีเหลือง ออกดอกเต็มต้น มีกลิ่นหอม ออกดอกในระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน
ผล เมื่อดอกผสมเกสรแล้วจะพัฒนาดอกเป็นผล มีปีกรอบ ๆ คล้ายแผ่นหนังลักษณะกลม ตอนกลางเป็นผลพองหนา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 –10 เซนติเมตร ผลอาจมี 1 – 3 เมล็ด ปีกของผลจะมีสีเขียวเมื่อยังอ่อนอยู่และจะกลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่จัด ผลจะแก่ประมาณเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ผลติดอยู่กับต้นได้นาน ๆ ดังนั้นเมล็ดที่เก็บจากผลที่ติดอยู่กับต้นนาน ๆ จะเสื่อมความงอกได้ง่ายกว่าเมล็ดที่เก็บจากผลเมื่อแก่จัด การขยายพันธุ์ควรใช้เมล็ดที่เก็บจากต้นแก่จัดเท่านั้น เมล็ดมีสีน้ำตาลแดง ยาวประมาณ 0.4 –0.5 นิ้ว มีเปลือกหุ้มเมล็ดคล้ายหนังหุ้ม 1 กิโลกรัม มีผลประมาณ 1,400 – 1,900 ผล เมื่อตีเอาปีกออก 1 กิโลกรัม จะมีผลประมาณ 3,200 – 3,400 ผล การเก็บรักษาเมล็ดประดู่ป่าควรเก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิต่ำ และประมาณ 4 องศาเซลเซียส บรรจุในถุงพลาสติกปิดให้สนิท จะเก็บรักษาเมล็ดไว้ได้หลายปี
-
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 25 ม. ผลัดใบก่อนออกดอก เรือนยอดรูปคล้ายทรงกระบอก ยอดอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย เปลือกนอกสีน้ำตาลเทา หนา แตกหยาบๆ เป็นร่องลึก
ใบ ใบเรียงสลับ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยเรียงตัวแบบสลับจำนวน 7-13 ใบ ใบย่อยรูปไข่ รูปรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง 3-6 ซม. ยาว 4-13 ซม. โคนใบมนหรือค่อนข้างแหลมหรือ oblique ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนก้านใบมีหูใบ 2 อันเป็นเส้นยาว ผิวใบมีขนสั้นๆ ปกคลุมด้านท้องใบมากกว่าด้านหลังใบ ก้านใบอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย
ดอก ดอกช่อแบบช่อกระจะ ออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง โคนก้านมีใบประดับ 1-2 อัน รูปรี กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันเป็นถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็น 2 แฉกอันบนจาก 2 กลีบติดกัน อันล่างจาก 3 กลีบติดกัน กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง แกมแสด ลักษณะกลีบเป็นรูปผีเสื้อ (papilionaceous) เกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูติดกันเป็น 2-3 กลุ่ม เกสรเพศเมีย 1 อัน
ผล ผลแห้งแบบ samaroid รูปกลมหรือรีแบน ขอบมีปีกบางคล้ายใบโดยรอบ แผ่นปีกบิด เป็นคลื่น ผิวมีขนละเอียด เส้นผ่านศูนย์กลางผล 4-8 ซม. มี 1 เมล็ด
-
- ต้นประดู่ป่า : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 15–25 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลดำแตกเป็นสะเก็ด เปลือกในมีน้ำเลี้ยงสีแดง เนื้อไม้สีขาวอมเหลือง แก่นสีน้ำตาลแกมแดง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่ง โคนใบมน
- ดอก : ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีเหลืองอ่อนกลิ่นหอม
- ผล : แผ่เป็นปีกแบนๆ มีขนาดใหญ่กว่าประดู่บ้าน และมีขนปกคลุมทั่วไป
-
การขยายพันธุ์ :
-
การเพาะเมล็ด
-
การเพาะเมล็ด การเสียบยอด การทาบกิ่ง การตอนกิ่ง
-
1. การเพาะเมล็ด
2. การเสียบยอด
3. การทาบกิ่ง
4. การตอนกิ่ง