-
ลักษณะทางสัณฐานวิทยา :
-
ไม้ต้น
-
- กระบก ไม้ต้น สูง 10-30 ม. ผลัดใบช่วงสั้นๆ ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดแน่นทึบ ทุกปลายยอดมีหูใบหุ้มเป็นรูปฝักดาบเรียวโค้ง
- ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปรีแกมหอก กว้าง 2.5-9 ซม. ยาว 8-20 ซม. เนื้อใบหนา ผิวเกลี้ยง โคนใบมน ปลายใบแหลมทู่ ขอบใบเรียบ
- ดอก สีขาวอมเขียว ขนาดเล็ก กลีบรองดอก 5 กลีบ ยาวเป็น 3 เท่าของกลีบรองดอก ปลายกลีบดอกจะม้วนออก เกสรผู้มี 10 อัน
- ผล รูปป้อมรี เมล็ดเดี่ยวมีเปลือกแข็ง ภายในมีเนื้อแป้งสีขาว อัดแน่น
-
ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนานหรือรูปไข่กว้าง 2.5-9 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร ปลายแหลมเป็นติ่ง โคนมน แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง มีหูใบม้วนหุ้มยอด ดอก แบบช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบและปลายกิ่งดอกจำนวนมาก สีขาวแกมเหลือง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 10 เกสร รังไข่เหนือวงกลีบ ผล แบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปกลมรีหรือค่อนข้างเป็นรูปไข่แบนเล็กน้อย มี 3 เมล็ด เนื้อในเมล็ดสีขาว มีน้ำมัน
-
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
-
ต้น: ไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่ 20-30 เมตร โคนต้นมักเป็นพูพอน กิ่งอ่อนมีรอยหูใบที่หลุดร่วงชัดเจน ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ปลายและฐานแหลม หรือมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยง เส้นแขนงใบข้างละ 8-10 เส้น เส้นใบย่อยแบบร่างแห เห็นชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบเป็นร่องทางด้านบน เกลี้ยง หูใบหุ้มยอดอ่อน ปลายแหลม โค้งเล็กน้อยเป็นรูปดาบ ร่วงง่าย ใบอ่อนสีม่วง ดอก: ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง เกิดตามง่ามใบ หรือปลายกิ่ง ใบประดับรูปไข่ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน กลับดอกสีขาวปนเขียว 5 กลีบ ปลายกลีบพับเข้าสู่ก้านดอก เกสรเพศผู้ 10 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี 2 ช่อง แต่ะละช่องมีออวุล 1 เม็ด ผล: ผลสดแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง ผลกลมรี ผลสุกสีเหลืองอาจอมเขียว มีเนื้อ เมล็ด 1 เมล็ด รูปไข่ หรือรูปรีแกมรูปไข่ ค่อนข้างแบน เนื้อในเมล็ดสีขาว และมีน้ำมัน เปลือก: เปลือกนอกสีน้ำตาลแดง เปลือกสากเหมือนเมล็ดทราย แตกเป็นเกล็ด เปลือกในสีน้ำตาลปนเหลือง
-
ไม้ต้น สูง 10-30 ม. ผลัดใบช่วงสั้นๆ ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดแน่นทึบ ทุกปลายยอดมีหูใบหุ้มเป็นรูปฝักดาบเรียวโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปรีแกมหอก กว้าง 2.5-9 ซม. ยาว 8-20 ซม. เนื้อใบหนา ผิวเกลี้ยง โคนใบมน ปลายใบแหลมทู่ ขอบใบเรียบ ดอกสีขาวอมเขียว ขนาดเล็ก กลีบรองดอก 5 กลีบ ยาวเป็น 3 เท่าของกลีบรองดอก ปลายกลีบดอกจะม้วนออก เกสรผู้มี 10 อัน ผลรูปป้อมรี เมล็ดเดี่ยวมีเปลือกแข็ง ภายในมีเนื้อแป้งสีขาว อัดแน่น
-
ไม้ต้น สูงได้ถึง 30 ม. โคนต้นมีพูพอนตื้น ๆ หูใบเรียวยาวหุ้มยอด ยาว 1.5–3 ซม. ร่วงเร็ว ใบเรียงเวียน รูปรี รูปขอบขนาน หรือแกมรูปไข่ ยาว 3–20 ซม. โคนเบี้ยวเล็กน้อย เส้นแขนงใบย่อยแบบขั้นบันไดกึ่งร่างแหละเอียด ก้านใบยาว 0.5–2 ซม. เป็นสันด้านบน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ยาว 5–15 ซม. ใบประดับรูปไข่ขนาดเล็ก ก้านดอกยาว 1–3 มม. ดอกสีขาวอมเขียว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อม กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 มม. กลีบดอกยาวกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 3 มม. จานฐานดอกรูปเบาะ ขอบจักตื้น ๆ รังไข่มี 2 ช่อง แต่ละคาร์เพลมีออวุล 1 เม็ด ผลรูปรีหรือรูปไข่ ยาว 3–6 ซม. ผนังชั้นนอกเป็นเส้นใย ผนังชั้นในแข็งหนาประมาณ 5 มม.
-
ม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบแต่ใช้ช่วงสั้น ลำตันตรง โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทาอ่อนปนน้ำตาล ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด กิ่งอ่อนจะมีรอยแผล ใบขวั้นรอบตรงข้อ หูใบจะม้วนหุ้มยอดเรียวโค้งเป็นรูปฝักดาบ ใบเดี่ยว ติดเรียงสลับ ทรงใบรีแกมขอบขนาน ใบเกลี้ยง ดอกเล็กสีขาวอมเขียวอ่อนๆ มีขนนุ่มๆ ประปราย ออกรวมกันเป็นช่อโตตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกยาวกว่ากลีบเลี้ยง ปลายพับเข้าหาฐาน ผลกลมรีๆ หรือป้อม ผลแก่ออกสีเหลือง มีเนื้อเละๆ หุ้มเมล็ด เมล็ดเดี่ยว โต แข็ง ภายในมีสีขาว รสมัน
-
ออกดอกเดือนมกราคม - มีนาคม ผลแก่เดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม
-
ระบบนิเวศ :
-
พบได้ในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าชายหาดได้ทั่วทุกภาค ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 300 เมตร
-
การกระจายพันธุ์ :
-
จากอินเดียถึงอินโดนีเซีย ตามป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าแดง และป่าหญ้า ที่ระดับความสูง 100-300 ม. ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ติดผลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
-
ในต่างประเทศพบในภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเชีย ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100 - 300 เมตร มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าหญ้า และป่าแดง และยังจัดเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ดด้วย
-
ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี ศรีลังกา มาเลเซีย ประเทศไทยพบทางภาคใต้
-
รายละเอียดอื่นๆ ของแหล่งที่พบ :
-
พื้นที่ชุ่มน้ำหนองบงคาย
-
อุตรดิตถ์, แพร่
-
น่าน
-
พะเยา, น่าน
-
ป่าดอยอินทนนท์, และกิ่งอำเภอดอยหล่อ
-
ภูผาเทิบ
-
เขาท่าเพชร
-
เขาพนมทอง
-
เขาหน้าผาตั้งและเขาตาพรม
-
คุ้งกระเบน
-
ดอนศิลา
-
ดอยพระบาท
-
ป่าเขาภูหลวง
-
ภูสันเขียว
-
ชนแดน
-
หนองทุ่งทอง
-
แก่งตะนะ
-
ขุนแจ
-
เขาคิชฌกูฏ
-
เขาวง
-
เขาพระวิหาร
-
เขาสิบห้าชั้น
-
เขาใหญ่
-
แจ้ซ้อน
-
ดอยขุนตาล
-
ดอยจง
-
ดอยหลวง
-
ตาดโตน
-
ถ้ำผาไท
-
ทะเลบัน
-
ทับลาน
-
ทุ่งแสลงหลวง
-
ไทรทอง
-
น้ำโสม
-
น้ำตกพลิ้ว
-
น้ำพอง
-
ปางสีดา
-
ป่าหินงาม
-
ผาแต้ม
-
ภูกระดึง
-
นายอย
-
ภูซาง
-
ภูพาน
-
ภูแลนคา
-
ภูสระดอกบัว
-
ภูสวนทราย
-
แม่ตะไคร้
-
แม่ปืม
-
แม่วะ
-
รามคำแหง
-
ลำคลองงู
-
ศรีน่าน
-
ศรีลานนา
-
เขาชมภู่
-
เขาบรรทัด
-
เขาสนามเพรียง
-
เขาสอยดาว
-
เขาอ่างฤาไน
-
คลองเครือหวาย
-
คลองยัน
-
เชียงดาว
-
ดงใหญ่
-
ดอยผาช้าง
-
ดอยผาเมือง
-
ห้วยใหญ่
-
โตนงาช้าง
-
ถ้ำเจ้าราม
-
ทุ่งใหญ่นเรศวร
-
น้ำปาด
-
ยอดมน
-
พนมดงรัก
-
ภูขัด
-
ภูเขียว
-
ภูกระแต
-
ภูผาแดง
-
ภูทอง
-
ภูวัว
-
ภูสีฐาน
-
ภูหลวง
-
แม่จริม
-
แม่ตื่น
-
แม่น้ำภาชี
-
ยอดโดม
-
ลำน้ำน่านฝั่งขวา
-
เวียงลอ
-
สะเมิง
-
ห้วยขาแข้ง
-
ห้วยสำราญ
-
ห้วยศาลา
-
อุ้มผาง
-
หนองคาย
-
ตาพระยา
-
ไร่
-
จังหวัดนนทบุรี
-
จังหวัดขอนแก่น
-
แหล่งที่พบภายในประเทศ :
-
อุตรดิตถ์,แพร่
-
แพร่,น่าน
-
พะเยา,น่าน
-
เชียงใหม่
-
มุกดาหาร
-
สุราษฎร์ธานี
-
พิษณุโลก
-
อุตรดิตถ์
-
จันทบุรี
-
เชียงราย
-
ลำปาง
-
นครราชสีมา
-
เพชรบูรณ์
-
อุบลราชธานี
-
ระยอง, จันทบุรี
-
อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ
-
สระบุรี, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี, นครนายก
-
ลำพูน, ลำปาง
-
ลำปาง, ลำพูน
-
เชียงราย, ลำปาง, พะเยา
-
ชัยภูมิ
-
แม่ฮ่องสอน
-
สตูล
-
นครราชสีมา, ปราจีนบุรี
-
เพชรบูรณ์, พิษณุโลก
-
อุดรธานี, เลย, หนองคาย
-
ขอนแก่น, ชัยภูมิ
-
สระแก้ว
-
เลย
-
พะเยา, เชียงราย
-
สกลนคร, กาฬสินธุ์
-
มุกดาหาร, ยโสธร, อำนาจเจริญ
-
ลำพูน, เชียงใหม่
-
เชียงราย, พะเยา
-
ลำปาง, ตาก
-
สุโขทัย
-
กาญจนบุรี
-
น่าน
-
ชลบุรี
-
ตรัง, พัทลุง, สตูล, สงขลา
-
กำแพงเพชร
-
ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, สระแก้ว
-
บุรีรัมย์
-
พะเยา, น่าน
-
แพร่
-
ชัยภูมิ, เพชรบูรณ์
-
สตูล, สงขลา
-
สุโขทัย, ลำปาง
-
กาญจนบุรี, ตาก
-
ศรีสะเกษ
-
บึงกาฬ
-
กาฬสินธุ์
-
เลย, เพชรบูรณ์
-
ตาก
-
ราชบุรี
-
แพร่, อุตรดิตถ์
-
พะเยา
-
อุทัยธานี, กาญจนบุรี, ตาก
-
สุรินทร์
-
หนองคาย
-
บุรีรัมย์, สระแก้ว
-
ศรีสะเกษ, อุดรธานี
-
นนทบุรี
-
ขอนแก่น
-
การขยายพันธุ์ :
-
การเพาะเมล็ด เนื่องจากเปลือกหุ้มเมล็ดแข็งมาก ก่อนเพราะอาจช่วยการงอกด้วยการตัดหัวท้ายของเมล็ดหรือขลิบตามร่อยแยกของเมล็ด
-
แยกหน่อ